คู่มือกรมธรรม์ประกันชีวิตควบการลงทุน
(Unit-Linked)

เจาะลึกโครงสร้าง สัดส่วนค่าใช้จ่าย และรูปแบบสัญญาเพิ่มเติม

1. หลักการทำงานและโครงสร้างค่าใช้จ่าย

ประกัน Unit-Linked ให้ทั้ง ความคุ้มครองชีวิต และ การลงทุนในกองทุนรวม โดยเบี้ยที่คุณจ่ายเข้ามา จะถูกนำไปหักค่าใช้จ่ายก่อน ส่วนที่เหลือจึงจะนำไปลงทุน

1. เบี้ยประกันภัย(เงินที่คุณจ่ายเข้ามา)
2. หักค่าใช้จ่าย/ธรรมเนียม(บริษัทหักตามโครงสร้าง)
3. เงินลงทุนในกองทุนรวม(นำไปซื้อหน่วยลงทุน)
เงินถูกหักไปเป็นค่าอะไรบ้าง? (3 ส่วนหลัก)

ส่วนที่ 1: ค่าดำเนินการ

หักเป็นค่าดำเนินการของบริษัทประกัน เช่น ค่าดำเนินการประกัน (Premium Charge), ค่าดูแลรักษากรมธรรม์ (Policy Fee)

ส่วนที่ 2: ค่าความคุ้มครอง

เรียกว่า COI (Cost of Insurance) ต้นทุนในการรับประกันชีวิต จะเพิ่มขึ้นตามอายุและทุนประกันที่คุณเลือก

ส่วนที่ 3: เงินจัดสรรการลงทุน

เงินสุทธิที่เหลือ จะถูกนำไปซื้อหน่วยลงทุน (Portfolio) ตามสัดส่วนกองทุนที่คุณได้เลือกไว้

💡 Note: สัดส่วนค่าใช้จ่าย (Premium Charge) จะสูงในปีแรกๆ และจะลดลงในปีต่อๆ ไป ทำให้เมื่อส่งเบี้ยระยะยาว เงินจะไหลเข้ากองทุนได้มากขึ้น

2. สัญญาเพิ่มเติม (Rider)

การซื้อความคุ้มครองเสริม เช่น ค่ารักษาพยาบาล, โรคร้ายแรง, อุบัติเหตุ สำหรับประกัน Unit-Linked มีรูปแบบการชำระเบี้ย 2 แบบหลัก คือ:

แบบเบี้ยเพิ่มตามความเสี่ยง (PPR)

Premium Paying Rider

เบี้ยประกันจะค่อยๆ ปรับเพิ่มขึ้นตามช่วงอายุ (กราฟโค้งขึ้น) ลูกค้าต้องจ่ายเบี้ยส่วนนี้ควบคู่ไปกับเบี้ยหลัก และสามารถปรับเพิ่ม/ลดความคุ้มครองต่อปีได้

แบบเบี้ยคงที่ตลอดสัญญา (UDR)

Unit Deducting Rider

เบี้ยประกันจะถูกเฉลี่ยให้ "คงที่" ตลอดอายุสัญญา (กราฟเส้นตรง) โดยบริษัทจะใช้วิธีนำเบี้ยส่วนนี้ไป "หักออกจากมูลค่าพอร์ตการลงทุน" อัตโนมัติ (มีเฉพาะใน Unit-Linked)